ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ขาดไม่ได้ในกระบวนการผลิตของเสริมสุขกับงบประมาณกว่า 100 ล้านบาทในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในทั้ง 5 โรงงาน เพื่อให้เกิดการใช้น้ำอย่างคุ้มค่าที่สุดเพื่อลดการใช้น้ำจากธรรมชาติ โดยสามารถลดการใช้น้ำตลอดกระบวนการผลิตได้ถึง 180 ล้านลิตรต่อปี หรือสามารถลดปริมาณการใช้น้ำในโรงงานได้ถึง 10% โดยได้ตั้งเป้าที่จะลดปริมาณการใช้น้ำให้ได้ 20% ภายในปี 2554 พร้อมกันนี้ ด้วยระบบบำบัดน้ำเสียที่มีประสิทธิภาพ ด้วยระบบบำบัดแบบชีวภาพไม่ใช่ออกซิเจนและแบบใช้ออกซิเจน ทำให้คุณภาพน้ำที่ปล่อยคืนสู่แม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีความสะอาดกว่ามาตรฐานที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมกำหนดไว้ถึง 5 เท่า และสะอาดกว่ามาตรฐานน้ำทิ้งจากครัวเรือนมากกว่า 50 เท่า

   
   

เสริมสุขได้มีมุ่งใช้หลัก 3 R

  1. ลดการใช้วัตถุดิบ (Reduce) ด้วยการออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อลดการใช้วัตถุดิบ เช่น การคิดค้นขวดพีอีทีที่มีน้ำหนักลดลง หรือใช้พลาสติกเท่าที่จำเป็น ทำให้สามารถลดปริมาณการใช้พลาสติกได้ปีละกว่า 1,000 ตัน พร้อมทั้งมีแผนที่จะดำเนินโครงการลดปริมาณกระดาษที่นำมาใช้เป็นถาดบรรจุภัณฑ์เท่าที่จำเป็นเพื่อลดการใช้ทรัพยากรป่าไม้อีกด้วย
  2. นำบรรจุภัณฑ์กลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) ด้วยการผลักดันการใช้บรรจุภัณฑ์ขวดแก้วแบบคืนขวด
  3. การคัดแยกวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว เพื่อส่งไปยังโรงงาน Recycle เพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่โดยใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด

    นอกจากนี้ ยังได้สนับสนุนกิจกรรมภายนอกอื่นๆ ด้วยการร่วมมือกับสถาบันจัดการบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการให้ความรู้ในด้านบริหารทรัพยากรที่เหลือใช้ให้กับประชาชน เพื่อจัดการกับวัสดุที่ไม่ใช้แล้วอย่างเหมาะสม
   
   

เสริมสุขมุ่งมั่นในการใช้พลังงานอย่างเต็มคุณค่า โดยมีการนำก๊าซมีเทนซึ่งเป็นผลพลอยได้จากระบบบำบัดน้ำเสียมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในกระบวนการผลิต ทดแทนน้ำมันเตา ซึ่งสามารถลดปริมาณการใช้น้ำมันเตาได้ถึง 100,000 ลิตรต่อปี พร้อมทั้งริเริ่มการขนส่งสินค้าทางน้ำจากโรงงานผลิตไปยังคลังสินค้าริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยใช้เรือลากจูงมาลากจูงเรือบรรทุกสินค้า ซึ่งการลากจูงสินค้าทางเรือ 1 เที่ยว เทียบเท่ากับการใช้รถบรรทุกขนาดใหญ่ขนส่งสินค้าได้ถึง 20 เที่ยวทำให้ลดปริมาณการใช้น้ำมันได้ถึง 240,000 ลิตรต่อปี และยังช่วยลดปัญหาการจราจรบนท้องถนน และยังมีการสนับสนุนการใช้พลังงานทางเลือก เช่น การใช้ก๊าซ NGV, LPG หรือ น้ำมันดีเซล B5 มาใช้ในหน่วยรถของเสริมสุขทุกประเภท

   
   

โรงงานเสริมสุข ปทุมธานียังให้ความสำคัญกับการสร้างบรรยากาศในการทำงานที่เป็นมิตรกับพนักงานด้วยการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ได้พักผ่อน และทำกิจกรรมสันทนาการภายในโรงงาน อาทิ การปลูกต้นไม้ สระบัว สนามฟุตบอล คลองและสวนในโรงงาน ด้วยความเชื่อมั่นว่าสิ่งแวดล้อมที่ดีส่งผลต่อจิตใจและประสิทธิภาพการทำงาน

   
   

เป็นทรัพยากรที่เสริมสุขให้ความสำคัญมากที่สุดการที่จะนำพาบริษัทไปสู่การเป็นต้นแบบในการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนนั้น ต้องอาศัยคน ต้องมีพนักงานที่มีใจรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นพลังขับเคลื่อน เราจึงมุ่งปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้กับพนักงาน รวมทั้งจัดตั้งทีมบุคลากรด้านสิ่งแวดล้อมประจำโรงงาน เพื่อจัดการสิ่งแวดล้อมและระบบบำบัดน้ำเสียกว่า 30 คน ซึ่งผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย

   
   

เสริมสุขยังเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกทั้งที่เป็นนักวิชาการ นิสิตนักศึกษาเข้ามาศึกษาดูงานระบบบำบัดน้ำเสียด้วยมากกว่าปีละ 1,000 คน พร้อมทั้งยังเป็นต้นแบบในระบบบำบัดน้ำเสียแบบไร้อากาศ และผลักดันให้หน่วยงานต่างๆ เกิดการเรียนรู้และมีจิตสำนึก โดยการเป็นที่ปรึกษาและช่วยดำเนินการจัดตั้งระบบบำบัดน้ำเสีย และอนุเคราะห์เชื้อจุลินทรีย์จากระบบบำบัดน้ำเสียให้กับโรงงานต่างๆ กว่า 40 แห่ง

ในปีนี้ เสริมสุขยังได้ขยายผลความสำเร็จจากภายในสู่ภายนอก ด้วยการเปิดประสบการณ์ Serm Suk Green Dimensions บ่มดีเอ็นเอเยาวชนพันธุ์ใหม่ผ่านโครงการ “คนรุ่นใหม่หัวใจสีเขียว” โดยมูลนิธิทรง บุลสุข และความร่วมมือกับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในการเปิดโอกาสให้เยาวชนวัยสร้างสรรค์ที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นต้น (ปวช.) ได้รวมตัวกันเป็นทีม 4คนนำเสนอไอเดียในเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ แม่น้ำ พลังงาน ป่า อากาศ และขยะ ในรูปแบบไฟล์พรีเซนเตชั่น หรือวิดิโอคลิปความยาวไม่เกิน 10 นาที เพื่อชิงทุนการศึกษาประจำปี 2551 โดยมูลนิธิทรง บุลสุข ปีที่ 16 รวมมูลค่า 1 ล้านบาท อีกด้วย

ด้วยวัฒนธรรมในการดำรงรักษาสิ่งแวดล้อมที่เสริมสุขยึดถือและปฏิบัติมาตลอดเวลา 55 ปี รวมทั้งโครงการจัดการสิ่งแวดล้อม Serm Suk Green Dimensions 5 มิติที่ขยายผลจนเกิดเป็นพฤติกรรม “ลงมือทำจริง” ของชาวเสริมสุขจากภายในองค์กรสู่ภายนอก ผมเชื่อมั่นว่าจะส่งผลให้เสริมสุขเป็นธุรกิจที่สามารถยืนหยัดเคียงคู่สิ่งแวดล้อมที่ดีอย่างยั่งยืนในสังคมไทยตลอดไป